ข้ามไปยังเนื้อหา

Epi.1: ณัฐวุฒิ รัพยูร (Sun) กับมูลนิธิรักษ์ไทย Raks Thai Foundation

“Thai people often look at Myanmar workers with disdain,” as she [the staff] recounted a story. “Wherever they go, they are labelled as ‘aliens’; they are looked down upon and disgusted.” Disheartened as she shared, “they are just like Thai people, they are looking for better opportunity…Myanmar people never looked down on Thais who work in their country. Each time they are called ‘alien’, they’re enraged — but had to put up with the contempt. They never like it one bit!”

Sun 04

“คนไทยชอบดูถูกเหยียดหยามแรงงานฯ พี่พลอยเล่าว่าเขาเคยมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องนี้ คือ เวลาไปไหนมาไหนจะถูกคนไทยดูถูก เรียกเขาว่า “ไอ้ต่างด้าว” ทำเหมือนเขาเป็นตัวประหลาด รังเกียจ พี่พลอยพูดด้วยความน้อยใจว่า ทำไมคนไทยชอบดูถูกแรงงานฯนัก ทั้งๆที่เขาก็เข้ามาทำงาน เพื่อเลี้ยงชีพ คนไทยก็ทำงานเลี้ยงชีพตัวเองเหมือนกัน ทำไมต้องมาดูถูกกันด้วย เขาบอกว่าชาวพม่าไม่เคยดูถูกคนไทยที่ไปทำงานในพม่าเลย ทั้งๆที่มันก็เหมือนกับที่เขาเข้ามาทำงานในประเทศไทย เขาบอกว่าทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า “ต่างด้าว” เขารู้สึกโกรธและเครียดแค้นมาก แต่ต้องทนกับมัน คำว่า “ต่างด้าว” นั้นมันมีความหมายที่รุนแรง ความหมายเชิงดูถูกเหยียดหยามมากๆเลย เขาบอกว่าไม่ชอบเลย”

…………………………….

สวัสดีครับ! วันนี้ผมมาอัปเดปการทำหน้าที่ยุวทูตสะพานเสียง ร่วมงานกับมูลนิธิรักษ์ไทย สำนักงานจังหวัดปัตตานี…เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นวันครบรอบ 1 เดือนในการปฏิบัติหน้าที่ของผม ใน 1 เดือนที่ผ่านมากับการร่วมงานกับมูลนิธิรักษ์ไทย โดยจะทำงานกับโครงการฟ้ามิตรซึ่งเป็นโครงการหนึ่งของมูลนิธิรักษ์ไทยที่จะคอยดุแลเรื่องต่างๆของแรงงาน ผมได้อะไรหลายๆอย่างที่บางคนอาจไม่เคยได้ทำและไม่อาจคิดว่าจะมีเสียด้วยซ้ำ

สำหรับหน้าที่ของผมคือการเติมถุงยางอนามัยตามจุดต่างๆที่มีแรงงานต่างชาติ เช่น ตามร้านค้าในชุมชนของแรงงานฯ หรือตามโรงงานต่างๆ ประมาณเดือนละ 2 ครั้ง สำหรับการเติมถุงยางเป็นอะไรที่ท้าทายมาก เพราะว่าผมเองก็ยังไม่ชินกับเส้นทาง และยังไม่จำว่าต้องไปเติมจุดไหนบ้าง เพราะเพิ่งทำได้ไม่นาน  ต้องขับรถตามพี่ๆเขาให้ทัน เพราะเขาชินเส้นทางและขับรถเร็วมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งผมขับรถไม่ทันพี่เขา ก็เลยหลงกัน โทรหากันอย่างวุ่นวายมากในวันนั้น แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี

สำหรับหน้าที่ต่อมาคือการไปพบปะพุดคุยกับแรงงานข้ามชาติที่มารับบริการที่ รพ.สต.ในวันอังคารและวันพฤหัสบดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานผู้หญิง ที่มาฝากครรภ์ ก็ได้พูดคุยซักถามในหลายๆประเด็น อย่างเช่นเรื่องของบัตรประกันสุขภาพ แรงงานหญิงคนหนึ่งเล่าว่า กว่าจะได้ทำบัตรประกันสุขภาพนั้น เธอต้องทำงานเก็บเงินอยู่หลายเดือนพอสมควร ผมถามว่าแล้วทำไมถึงต้องทำ? เขาบอกว่าการมีบัตรประกันสุขภาพทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ด้ายสุขภาพดีขึ้นและได้รับการรักษาพยาบาลอย่างดี เขายังบอกอีกว่ามีเพื่อนๆแรงงานฯอีกหลายๆคนที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ พอเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะไปซื้อยาชุดมากิน ก็พอเพราะราคาไม่แพง การทำบัตรประกันสุขภาพต้องใช้เงินเยอะและไม่ได้สำคัญอะไรมาก เขาบอกว่าการซื้อยาชุดมากินเองมันไม่ดีต่อสุขภาพ ผมถามว่า แล้วรู้ได้อย่างไรว่ามันไม่ดี เขาตอบว่า “เขาเคยเข้าร่วมอบรมกับรักษ์ไทย ก็เลยรู้” ผมก็รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย แต่ในใจยังคงเกิดคำถามกับตัวเองว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้แรงงานหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น

Sun 02

นอกจากนนี้แล้วการทำงานอีกอย่างที่อาจถือได้ว่าเป็นงานหลักของผมไปแล้วก็คือการอบรมต่างๆ ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่แรงานแต่ยังมีการจัดอบรมให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นการอบรมให้ความรู้ด้านสาธารณสุขแก่อาสาสมัครแรงงานฯ การอบรมผู้นำชุมชน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน โดยมีตัวแทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม เช่น จากโรงพยาบาล ผู้นำหมู่บ้าน สาธารณสุข เป็นต้น การอบรมเหล่านี้ผมก็มีส่วนร่วมในการจัด ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกิจกรรมต่างๆ การพุดคุยแลกเปลี่ยน การตั้งข้อสังเกตต่างๆ การให้ความรู้หรือแม้แต่กิจกรรมสันทนาการเล็กๆน้อยๆที่พอจะทำได้….การได้ลงพื้นที่ ไปคลุกคลีกับแรงงานฯทำให้ผมได้รู้ปัญหาต่างๆของแรงงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่จะไม่ค่อยให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ปัญหาด้านสังคม มีการดูถูกเหยียดหยามแรงงาน การกดขี่ข่มเหงต่างๆ ซึ่งผมรู้สึกว่าประเด็นนี้น่าสนใจ ผมมีโอกาสได้พุดคุยกับพลอย ผู้ซึ่งเป็นแรงงานฯชาวพม่า มาอยู่เมืองไทยนานมากแล้ว

ปัจจุบันพี่พลอยเป็นอาสาสมัครแรงงานฯทำงานอยู่กับโครงการฟ้ามิตร พี่พลอยเล่าให้ฟังว่า…คนไทยชอบดูถูกเหยียดหยามแรงงานฯ พี่พลอยเล่าว่าเขาเคยมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องนี้ คือ เวลาไปไหนมาไหนจะถูกคนไทยดูถูก เรียกเขาว่า “ไอ้ต่างด้าว” ทำเหมือนเขาเป็นตัวประหลาด รังเกียจ พี่พลอยพูดด้วยความน้อยใจว่า ทำไมคนไทยชอบดูถูกแรงงานฯนัก ทั้งๆที่เขาก็เข้ามาทำงาน เพื่อเลี้ยงชีพ คนไทยก็ทำงานเลี้ยงชีพตัวเองเหมือนกัน ทำไมต้องมาดูถูกกันด้วย เขาบอกว่าชาวพม่าไม่เคยดูถูกคนไทยที่ไปทำงานในพม่าเลย ทั้งๆที่มันก็เหมือนกับที่เขาเข้ามาทำงานในประเทศไทย เขาบอกว่าทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า “ต่างด้าว” เขารู้สึกโกรธและเครียดแค้นมาก แต่ต้องทนกับมัน คำว่า “ต่างด้าว” นั้นมันมีความหมายที่รุนแรง ความหมายเชิงดูถูกเหยียดหยามมากๆเลย เขาบอกว่าไม่ชอบเลย

นอกจากนี้จากการอบรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มีพี่คนหนึ่ง เป็นชาวพม่าเหมือนกัน ชื่อ “ชานเอ้” เขาบอกว่าก่อนจะมาทำงานที่ประเทศไทย เขาคิดว่าถ้ามาทำงานที่ประเทศคงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่เขาจะไปทำงานคือ ปัตตานี ซึ่งมีงานให้เขาทำมากมายและกฎหมายที่ปัตตานีไม่ค่อยเคร่ง ทำให้เขาและเพื่อนๆชาวพม่าตัดสินใจมาทำงานที่ปัตตานี ตอนนั้นพวกเขาเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย เขาก็รู้อยู่เต็มอก แต่เขาก็ต้องยอมรับชะตากรรมเพราะที่พม่าไม่มีงานให้ทำเลย แต่ที่เขาประสบมาคือถูกกดขี่จากนายหน้า มีนายหน้าติดต่อไปให้มาทำงาน เดินทางข้ามมาประเทศไทยทางเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี ก็จะต้องขึ้นรถต่อเพื่อไปหาที่ทำงานตามที่นายหน้าบอกว่า แต่การเดินทางไปนั้น เขาถูกซ้อนเป็นชั้นๆภายในรถกระบะ ช่วงวินาทีนั้นเขาบอกว่าเขาไม่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ เพราะซ้อนกันประมาณ 5-6 ชั้น แล้วเอาไม้มาปิดไว้ ใช้เวลาเดินทางนานมาก จะฉี่ก็ต้องฉี่ในนั้น บางคนก็อาเจียนออกมา พวกเขาต้องอยู่ภายในนั้นมันอึดอัดและเหม็นมาก สุดท้ายเขาก็มาถึงปัตตานีจนได้ ตอนนั้นเขารู้สึกว่าคงไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่านี้แล้ว…

…พอถึงปัตตานีพวกเขาถูกส่งตัวให้นายจ้างผู้เป็นเจ้าของเรือประมงขนาดใหญ่ โดยนายหน้าที่พาพวกเขามาบอกว่า คิดค่าจ้างที่พามาคนละ 30,000 บาท ซึ่งแพงมาก นายหน้านั้นรับเงินจากเจ้าของเรือไปก่อน แล้วให้พวกเขาทำงานชดใช้หนี้ 30,000 บาทนั้นกับเจ้าของเรือ (นี่มันค้ามนุษย์ชัดๆ ผมคิดในใจขณะนั้น) พี่ชานเอ้เล่าต่อว่า เจ้าของเรือประมงกำหนดการทำงานเพื่อชดใช้หนี้นั้น 6 เดือน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่มีหนี้เพิ่ม (หนี้ในที่นี้คือ การทำงานของแรงงานต้องมีของใช้ต่างๆ เช่น ยาสระผม แปรงสีฟันและอื่นๆมากมาย และในบ้านของเจ้าของเรือนั้นจะมีการขายสิ่งเหล่านี้ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ แต่ราคาสูงกว่าในตลาดทั่วไป แรงงานสามารถค้างค่าสินได้ แต่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูง) แรงงานไม่มีทางเลือกที่จะไปซื้อของจากข้างนอก เพราะเมื่อกลับจากทำงาน คือออกเรือประมง พวกเขาจะถูกพาไปขังที่ห้องๆหนึ่งแล้วล็อคกุญแจ ออกไปไหนไม่ได้ ถ้าจะซื้อของใช้ก็ให้บอกเจ้าของเรือ เขาบอกว่าอยู่แบบนี้ 6 เดือน เขาก็ได้ออกจากที่นั่น เพราะเขามีการจดบันทึกเรื่องค่าใช้จ่ายของเขาไว้ว่าใช้อะไรบ้าง และจ่ายไปเท่าไหร่ สุดท้ายเขาก็ปลดหนี้นั้นหมด และได้ออกมาทำงานที่อื่น….เขาบอกว่าเขารู้สึกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ยังคงสงสารเพื่อนอีกหลายคนที่ไม่ได้ออกมา เพราะส่วนใหญ่จะเป็นหนี้กันจากการชอบดื่มสุรานั่นเอง ปัจจุบันพี่ชานเอ้ทำงานอยู่ที่แพแห่งหนึ่ง ชีวิตดีขึ้นมาก มีบัตรประกันสุขภาพแล้ว พี่ๆอาสาสมัครแรงานฯบอกว่าพี่ชานเอ้เป็นคนฉลาดเพราะเขาเคยเรียนหนังสือและอ่านออกเขียนได้ ทำให้เขาสามารถผ่านเหตุการณ์ต่างๆมาได้ และมีชีวิตที่ดีถึงปัจจุบันนี้…นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆที่ผมคิดว่าสำคัญมากก็คือปัญหาลูกหลานของแรงงานที่ไม่ได้เรียนหนังสือ พี่ดาว อาสาสมัครชาวพม่าอีกคน บอกว่าลูกๆของแรงงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ เพราะพ่อแม่มัวแต่ทำงาน ไม่มีเวลาให้ ลุกๆก็จะอยู่ที่บ้าน เล่นไปตามประสาเด็กๆ พี่ดาวบอกว่าอยากให้เด็กๆได้เรียนหนังสือ อย่างน้อยก็รู้ภาษา สามารถพูดภาษาไทยได้ก็ดี  สำหรับการเป็นผู้รับฟังที่ดีของผมนั้นทำให้ผมได้รู้ถึงปัญหาของแรงงานฯ และผมรู้สึกว่าแรงงานยังมีชีวิตที่ลำบากมาก ต้องมีการช่วยเหลือพวกเขา และมีการให้ความรู้กับพวกเขาให้สามารถอยู่ในสังคมไทยได้ ส่วนพวกเด็กๆผมอยากไปสอนหนังสือพวกเขา แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำสักที เพราะชุมชนแรงงานอยู่ไกลออกไปมาก

Sun 03

สำหรับการทำงานนี้เป็นไปอย่างดี ผมเริ่มสนิทกับพี่ๆเขามากขึ้น กล้าเสนอความคิดมากขึ้น ทำให้การทำงานต่างๆสอดประสานกันอย่างดี แต่สำหรับการเข้าถึงแรงงานฯผมคิดว่ายังเป็นอุปสรรคเพราะเราไม่เข้าใจภาษาซึ่งกันและกัน จะสื่อสารกับแรงงานก็ต้องมีพี่ๆอาสาสมัครแรงงานคอยพุดคอยแปลให้ ผมคิดว่าถ้าเราสื่อสารกันเองได้ก็คงจะดีและเข้าถึงแรงงานมากกว่านี้ ผมคิดในใจว่า แล้วใครจะต้องรู้ภาษาใคร?? สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า ผมต้องรู้ภาษาพวกเขาสิ ถึงจะดี เพราะนอกจากจะสื่อสารกับเขาได้แล้ว ก็ถือโอกาสรู้ภาษาเพิ่มอีกด้วย นอกจากนี้อุปสรรคอีกอย่างหนึ่งก็คือการอบรมหรือจัดกิจกรรมต่างๆมักจัดในวันหยุด ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่สะดวก แต่ที่จัดในวันหยุดนั้นเพราะเป็นวันหยุดของแรงงาน ทำให้ต้องจัดในวันหยุด แต่ถึงอย่างไร กิจกรรมต่างๆก็ดำเนินไปได้ ผมก็จัดการกับธุระต่างๆให้เสร็จและสามารถเข้าร่วมกิจกรรมในวันหยุดได้เกือบทุกกิจกรรม

ใน 1 เดือนที่ผ่านมากับการทำงานกับมูลนิธิรักษ์ไทย ผมประทับใจการทำงานที่นี่มาก เพราะเขาจะเป็นกันเองมากๆ…

แม้แต่การอบรมต่างก็เป็นไปแบบกันเอง ไม่ทางการมากเกินไป ทำให้ผู้เข้าร่วมทั้งแรงงานฯและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆเกิดความผ่อนคลาย และสามารถทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันได้โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื่อชาติหรือดูถูกเหยียดหยามกัน พี่ๆจากรักษ์ไทยก็เป็นกันเองมาก ไม่ถือตัว เขาบอกอยู่เสมอๆว่าทำงานที่นี่ไม่ต้องต้องเครียด เราอยู่กันแบบพี่น้อง มีอะไรปรึกษากันได้ คนที่เป็นคนมาใหม่หรือตำแหน่งต่ำกว่าก็มีสิทธิเท่าเทียมกับคนที่สูงกว่า ผมประทับใจสิ่งนี้อย่างมาก เพราะผมคิดว่าการทำงานร่วมกันต้องมีความเป็นกันเอง ไม่ถือตัว  ไม่ว่าตัวเองจะใหญ่แค่ไหน อย่าลืมว่า ก่อนจะใหญ่ถึงขนาดนี้ก็ต้องผ่านการเป็นลูกน้องหรือตำแหน่งต่ำๆมาก่อนนั้น นอกจากนี้ความประทับอีกอย่างคือ การได้เห็นรอยยิ้มของแรงงานเมื่อเข้ามาอบรม ผมรู้สึกว่าแรงงานที่นี่จะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับโครงการฟ้ามิตรอย่างมาก เมื่อมีปัญหาอะไรพวกเขาก็จะเข้ามาที่ศูนย์เพื่อปรึกษาหารือ มาขอความช่วยเหลือต่างๆ และได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากเจ้าหน้าที่โครงการฯ

จากการทำงานที่ผ่านมามีประโยชน์กับผมอย่างมาก เหมือนผมได้ไปอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง โลกที่ใครบางคนไม่เคยเห็น…

เมื่อผมได้ไปคลุกคลีกับแรงงานฯทำให้มุมมองต่างเปลี่ยนไป จากที่เรามาโดยยึดตัวเราเป็นจุดศูนย์กลาง ก็ทำให้เปลี่ยนมุม โดยมองจากมุมของแรงงานฯบ้าง ก็ทำให้ได้รับอะไรมากๆมาย ได้รู้ว่าในสังคมไทยยังมีปัญหาเรื่องการกดขี่ขมเหงจากผู้มีอำนาจไม่เคยเปลี่ยน และผมยังย้ำอยู่ในใจเสมอว่า จะทำอย่างไรให้คนไทยไม่ดูถูกเหยียดหยามแรงงานฯและจะทำอย่างไรไม่ไห้แรงงานถูกกดขี่ข่มเหง อีกประเด็นหนึ่งคือ จะทำอย่างไรให้ลูกหลานแรงงานฯได้เรียนหนังสือ ผมคิดว่าประเด็นนี้สำคัญเพราะถ้าพวกเด็กๆได้เรียนหนังสือ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็จะดีขึ้นกว่านี้ การศึกษาสามารถสร้างคนให้มีศักยภาพได้ ผมยังคงเชื่ออย่างนั้น และมันส่งผลให้ผมอยากจะทำในประเด็นนี้ ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ ผมจะคุยกับพี่ๆที่นี่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถไปสอนเด็กๆเหล่านี้ได้ ถึงแม้ว่าพี่ๆเขาเคยบอกว่า ชุมชนมันอยู่ไกลและเปลี่ยวมาก มันอาจจะไม่สะดวกในการที่เราจะไปสอน แต่ผมคิดว่ายังมีหนทางอีกมากมายที่เราจะสามารถทำได้เพื่อช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้ไม่ให้ต้องได้รับชะตากรรมเหมือนพ่อแม่ของพวกเขา และผมเชื่อว่าพ่อแม่ของเขาเองก็ต้องการให้เด็กๆเรียนหนังสือ เพียงแต่พวกเขาไม่มีเวลาให้เพราะต้องทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้นเอง

Sun 05

สุดท้ายก็ต้องขอบคุณโครงการยุวทูตสะพานเสียงให้ให้โอกาสผมได้มาทำงานกับ มูลนิธิรักษ์ไทย…ขอบคุณมูลนิธิรักษ์ที่ให้ผมได้ทำงานในส่วนของโครงการฟ้ามิตรซึ่งดูแลแรงงานฯโดยตรง ขอบคุณโครงการฟ้ามิตรและพี่ๆทุกคนที่สอนงานให้ผมให้ประสบ- การณ์ต่างๆ และสุดท้ายขอบคุณแรงงานฯที่คุณเปิดโอกาสให้ผม และทำให้ผมได้มีมุมมองใหม่ๆมากขึ้น มันเหมือนเราได้ก้าวผ่านไปยังอีกจุดๆหนึ่งได้ ^^

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Google Translation

%d bloggers like this: