ข้ามไปยังเนื้อหา

Epi.1: วิภานันทน์ ตันธนะสาร (นันทน์) กับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

ETIP, ออฟฟิศ, ระนอง และ Tier 3: เรื่องราวต่อจากนั้นของข้าพเจ้า

ETIP, Office, Ranong and Tier 3: A Series of My Subsequent Events

 

ช่วงที่ 1: 

หลังจบงานปฐมนิเทศที่อุดรธานี ยมทูต เอ๊ย ยุวทูตทั้ง 12 ของโครงการสะพานเสียงก็ได้แยกย้ายกันไปทั่วทุกสารทิศของราชอาณาจักรไทย (…แน่นอนว่าไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่คลื่นสัญญาณและความถี่อาจแรงกว่า 3G ในบางจุด) แล้ว Host Organization ของฉันก็คือ World Vision Foundation of Thailand มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยนั่นเอง

รู้จักกันมั้ยเอ่ย? ไม่รู้ก็ถามอากู๋กันเอานะคะ – เอ๋? ดูไม่รับผิดชอบเกินไปหรอ? งั้นขออธิบายสั้นๆ ว่าเป็นองค์กรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ หลายๆ คนอาจคุ้นเคยว่าเฮ้ย องค์กรที่ส่งจดหมายขอให้ช่วยอุปการะเด็กมาที่บ้านนี่หว่า – นั่นแหละจ้ะ ที่เดียวกัน ไม่ว่าคุณจะเอื้อเฟื้อบริจาคเงินให้หรือไม่

แล้วดิฉันไปทำงานอันใดที่นั่น? – ยืนถือกล่องบริจาค “เร่เข้ามา ห้าบาทสิบบาทก็หยอดได้” – อย่า…อย่าเพิ่งเข้าใจไปนู่น World Vision (จากนี้ไปจะเรียกว่า WV นะคะทุกคน) ไม่ได้ทำงานแค่ด้านรับบริจาค ดูแลเด็กยากไร้อย่างเดียว มีงานอื่นด้วย (และก่อนจะเข้าใจกันผิด อันที่จริง WV ไม่มีนโยบายให้พนักงานร้องเพลง “ห้าบาทสิบบาทก็หยอดได้” นะคะ เขารับบริจาคกันเป็นเรื่องเป็นราว แหะๆ) และงานที่ฉันเข้าไปทำนั้นเป็นโครงการที่มีชื่อว่า ETIP (เรียกกันว่า อี-ทิพ)

ETIP คืออะไร?

…ขอทิปห้าบาทสิบบาท?

เอ่อ เปล่าค่ะ – ไม่เกี่ยวอะไรกับทิป ทำงานที่นี่ไม่มีทิปให้นะ ชื่อเต็มๆ ของโครงการพิเศษ ETIP ที่สังกัด WV นี้คือ End Trafficking in Person ชื่อฉบับภาษาไทยก็คือ โครงการปกป้องคุ้มครองเด็กและยุติการค้ามนุษย์  แต่เอาเข้าจริงๆ ทางโครงการก็ช่วยเหลือดูแลเหยื่อทุกเพศ ทุกวัยนะ โครงการนี้มีระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี นับแต่เดือนตุลาคม 2011 ถึงกันยายน 2016 ใน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม ลาว และไทย เหตุที่ต้องเป็นประเทศเหล่านี้ก็ต้องตอบง่ายๆ อย่างขัดเขินเล็กน้อย

เพราะประเทศที่กล่าวมานั้นมีปัญหาการค้ามนุษย์อยู่มาก

…แน่นอน ไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้น (รู้ตัวกันหรือเปล่า?)

พื้นที่การดำเนินงานโครงการ ETIP Thailand มีทั้งหมด 6 พื้นที่ ซึ่งก็คือ แม่สาย แม่สอด ระนอง สังขละบุรี มุกดาหาร และอรัญประเทศ โดยมีส่วนกลางควบคุมดูแลอีกทีหนึ่ง เหตุผลที่เลือกพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดำเนินงานก็เข้าใจได้ง่ายอีกนั่นแหละ – เขตชายแดน เมืองชายขอบ ค้าเนื้อสดกันเยอะ

ยังไงก็แล้วแต่ ช่วงชีวิตการทำงานในฐานะอาสาสมัครตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ก็เป็นไปดังนี้ค่ะ

ช่วงที่ 2:

งานออฟฟิศ: วันแรกที่ทำงานกับ ETIP เราก็มีโอกาสได้รู้จักกับพี่ๆ ส่วนกลางที่ทำงานโครงการนี้ ซึ่งมีเยอะมากจนจำกันไม่หวาดไม่ไหว – ทั้งหมดทั้งสิ้น 4 คนด้วยกัน

…เปล่า พิมพ์ไม่ผิดนะ 4 คน เลขสี่ สี่จริงๆ – สี่จริงๆ (ย้ำกับตนเอง)

สงสัยที่สุดในสามโลกว่าคนสี่คนทำงานมากมายมหาศาลนั่นเข้าไปได้ไง (ก้มกราบบูชา) คืองานมันเยอะจริงๆ ค่ะ แบบว่านู่นนี่นั่นจนอยากถามว่า จ้างคนเพิ่มไหมคะพี่ (ฮา) พี่ๆ ส่วนกลางของ ETIP คนแรกก็คือพี่ทอฟฟี่ – ผู้เป็นพี่เลี้ยงเด็กให้ยุวทูตสะพานเสียงทั้งสองคน (คือ นันกับพี่จีจี้ฮ่ะ) พี่ฟี่เป็นผู้ที่เราตามติดประหนึ่งลูกเจี๊ยบตามก้นแม่ไก่ คนต่อมาคือพี่ทิชา ผู้เคยเป็นวิทยากรให้เราตอนไปอบรมที่อุดรนั่นแล พี่ทิชาเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ (เรายัดเยียดตำแหน่งให้เอง) ต่อมาคือคุณเนาว์โช เป็นคนต่างชาติ เลยต้องสปีคอิงลิชกับเขา แล้วก็บอสใหญ่ พี่หนุ่ม –ชายไทย รักษาชาติ พี่หนุ่มไม่ใช่แค่ชื่อแปลก แต่งานยังเยอะมากค่ะ (เอ๊ะ? เกี่ยวกันตรงไหน) ไม่ได้อยู่ออฟฟิศเลย ขึ้นเหนือล่องใต้ตลอดเวลา จะยังไงก็แล้วแต่ ทำงานที่นี่ แฮปปี้ออลเดอะไทม์ เพราะพี่ทุกคนใจดีทั้งน้านนน (…อย่าลืมเพิ่มค่าเพอร์เดี้ยมให้หนูด้วย – ฮา)

ขออธิบายเพิ่มเติมว่าโครงการ ETIP ยึดถืออยู่ 3 Pillars ในการทำงาน ได้แก่ Prevention, Protection และ Policy เสาสามต้นนี้ต่างกันยังไง? –  Prevention คือการป้องกัน คือป้องกันเหตุที่อาจนำไปสู่การค้ามนุษย์ โดยการอบรมให้ความรู้แก่คนในพื้นที่เสี่ยง (6 พื้นที่ที่กล่าวถึง) Protection คือการปกป้องคุ้มครอง ต่างกับเสาแรกก็ตรงที่เป็นการดูแลที่ปลายเหตุ คือดูแลคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ (งานนี้ผู้รับผิดชอบคือคุณเนาว์โช) และสุดท้ายคืองานด้าน Policy หรือนโยบาย มีพี่ทิชาเป็นผู้ดูแล

แล้วฉันกับพี่จี้ทำงานอะไรที่ออฟฟิศ – วันแรกเลย พี่ทิชากับคุณเนาว์โชช่วยอธิบายและบรีฟงานของ ETIP ให้ ทั้งยังให้เอกสารมาอ่านเพิ่มเติมอีกเป็นกระตั๊กจนเด็กน้อยแทบกระอักเลือดออกมาทางทวารทั้งเจ็ด เพราะเอกสารทั้งหมดนั้นไซร้ สุดแสนจะวิชาการ แถมยังเป็นภาษาปะกิตซะส่วนใหญ่ (อินเตอร์ดีเนอะ แต่นั่งอ่านไปก็คิดถึงความเป็นไทยยังไงไม่รู้) แต่การนั่งอ่านเอกสารชวนปวดเฮดเหล่านี้ทำให้เราได้รู้อะไรๆ ทั้งที่ดีและไม่ดีมากมาย – แบบว่าสาระเน้นๆ ประโยชน์เนื้อๆ…และต่อมาเราก็ได้ทำงานอื่นๆ ตั้งแต่แปลเอกสาร พิมพ์งาน สแกน/ถ่ายเอกสาร ยันแพ็คของ (เป็นฝ่าย General Service ของ ETIP)  ไอ้ที่เล่าเนี่ย อาจจะไร้สาระซะส่วนมาก แต่จริงๆ โดยเนื้องานแล้วมีสาระเยอะนะคะ (จริงจริ๊งงง ไม่เชื่อ ลองไปอ่านบล็อกของพี่จีจี้ ฟันธงว่าคุณจะได้รับสารอาหารครบหมู่ตามที่ควรเป็น – คิดซะว่าบล็อกนี้เป็นน้ำอัดลมกะป๊อปคอร์นในโรงหนังได้มั้ยอ่ะ?)

 

ช่วงที่ 3:

Saphan Siang i

 

เรื่องเล่าจากระนอง: หึๆ ต่อไปจากนี้จะเป็นการอวด – โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเคยนึกฝันอยากไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่พบว่าในกระเป๋ามีเงินอยู่สองร้อย (สมมติๆ) – บอกไว้แล้วใช่มั้ยคะ ว่า ETIP Thailand ทำงานใน 6 พื้นที่ และแน่นอน คนที่ทำงานส่วนกลางก็ต้องมีหน้าที่ดูแลพื้นที่อื่นๆ สิ และคนที่ลงพื้นที่เหล่านั้นจะเป็นใครเอ่ย – ก็พี่ทอฟฟี่ไงเอ่ย เนื่องจากตำแหน่งของพี่ฟี่ประมาณว่าเป็น Youth Engagement Officer คอยดูแลเยาวชนในพื้นที่ต่างๆ และอย่างที่เรียนให้ทราบไปในเบื้องต้น – เด็กน้อยตาดำที่เข้ามาทำอาสานั้นไซร้ตามก้นพี่ฟี่ประหนึ่งลูกเจี๊ยบตามแม่ไก่

หึ หึแม่นแล้วแม่นแต๊ เราได้มีโอกาสลงพื้นที่ด้วยล่ะค่า!

แน่นอน ที่พักฟรี อาหารฟรี ถึงจะไปทำงาน แต่เด็กน้อยยังคิดเข้าข้างตนเองได้ว่าเหมือนไปเที่ยว (ฮา) แต่เพื่อไม่ให้เขาเสียงบประมาณให้เราฟรีๆ แน่นอนว่าเราก็ทำงานและสังเกตการณ์อย่างเต็มที่ ถามว่าไปทำอะไร – ก่อนอื่นต้องเท้าความว่า เยาวชนในพื้นที่ต่างๆ ช่วงนั้นเขากำลังขะมักเขม้นถ่ายทำคลิปวิดีโอเพื่อส่งประกวดกับกรมพัฒนาสังคมฯ ในหัวข้อการต่อต้านการค้ามนุษย์และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้กับศูนย์ประชาบดี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับเรื่องดูแลช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์

 

อันนี้ขอเสริมให้ว่าถ้าหากคุณๆ ท่านใดพบเห็นการค้ามนุษย์ก็สามารถโทรแจ้งศูนย์นี้ เบอร์ 1300 ได้เลย

 

เยาวชนพื้นที่จังหวัดระนองนั้น เขามีชื่อกลุ่มว่า กลุ่มธารน้ำแร่ (ของขึ้นชื่อของระนองคือบ่อน้ำร้อนนั่นเอง) รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว มีเด็กและเยาวชนในสังกัดเกือบยี่สิบคน สองคนในกลุ่มได้ผ่านการอบรมกับ MTV EXIT ในเรื่องของการถ่ายทำหนังมาเรียบร้อย (แต่ละพื้นที่จะมีตัวแทนเยาวชนที่ถูกส่งไปอบรมและกลับมาถ่ายทำหนังร่วมกับเพื่อนๆ) วันแรก เป็นการพูดคุยเรื่อง storyboard ดูสถานที่ที่จะไปถ่ายทำ และจิปาถะอื่นๆ ถ้าเรามีความคิดเห็นอะไรก็แลกเปลี่ยนกับน้องๆ ได้เต็มที่ วันที่สอง เป็นการถ่ายทำ วันนี้สนุกที่สุด (ฮา) เพราะได้นั่งรถไปนุ่นมานี่ ทั้งตลาดบน บ่อน้ำร้อนรักษะวาริณ (อ๊ะๆ อย่าเข้าใจผิด ท่ามกลางอุณหภูมิอากาศเหยียบ 40 องศา ดิฉันมิอาจหาญแช่น้ำเดือดหรอกค่ะ) และสนามกีฬาจังหวัด ทำให้ได้เจอคนมากหน้าหลายตา (เพราะคลิปที่ทำเป็นเหมือนรายการสัมภาษณ์คนทั่วไป) ได้ความรู้ใหม่ๆ เพราะผู้ถูกสัมภาษณ์มีทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ของ FAR เป็นนางพยาบาลโรงพยาบาลระนอง รวมไปถึงแม่ค้าและเด็กวัยรุ่น นอกจากเรื่องถ่ายทำวิดีโอ เราเลยมีโอกาสซอกแซกถามถึงสถานการณ์แรงงานข้ามชาติในระนอง

ระนองเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับพม่า ฉะนั้น ไม่แปลกเลยที่จำนวนแรงงานพม่าจะเยอะมาก เยอะจริงๆ แต่พม่าที่นี่น่ารัก เพราะอะไร? ข้อแรก เขาขี้กลัวค่ะ – กลัวคนไทย และกลัวถูกจับ พม่าที่นี่จะไม่ขี่มอร์‘ไซค์ ปั่นแต่จักรยาน คือถ้าเห็นกล้ามล่ำๆ ผิวคล้ำแดด สองขาถีบจักรยานสองล้ออยู่ ฟันธงได้เลยว่าเป็นแรงงานพม่า คนไทยไม่มีขี่จักรยานหรอก (ฮา) ข้อสอง เขาจะหลีกเลี่ยงไม่มีปัญหากับคนไทย ต่อให้อพยพกันมาเยอะขนาดไหน จากการถามคุณพยาบาลคนหนึ่ง เราได้ความว่าคดีที่เกิดขึ้นมีแต่คดีพม่าแทงกันเอง ไม่ก็คนไทยยิงกันเอง ไม่มีกรณีพิพาทระหว่างคนไทยกับพม่าถูกส่งมาถึงมือคุณหมอแต่อย่างใด แล้วก็มีกฎอยู่ด้วยนะว่าคนพม่าจะใช้มีด คนไทยจะใช้ปืนเท่านั้น (แล้วก็ฆ่าคนชาติเดียวกันเอง…ซะงั้น) พม่าไม่จับปืน ไทยไม่คว้ามีด – เอวัง

อีกประสบการณ์หนึ่งที่ฉันลืมไปลง เชื่อเหอะว่าต่อให้มีเงินถุงเงินถังก็ไม่ได้ไปที่แบบนั้นง่ายๆ (พูดอีกแง่หนึ่ง จะบอกว่าไม่มีใครยอมจ่ายเงินไปที่แห่งนั้นก็ได้ – ฮา) การตามแม่ไก่ลงใต้ครั้งนี้ พวกเรามีโอกาสได้เข้าไปสังเกตการณ์ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง นั่งฟังเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์แรงงานข้ามชาติที่ลักลอบเข้าเมืองต่อหน้าต่อตา ชนิดไม่ต้องลำบากแอบเงี่ยหูฟัง การสัมภาษณ์นี้เพื่อคัดแยกว่ามีแรงงานคนใดเข้าข่ายถูกหลอกเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์หรือไม่นั่นเอง

Saphan Siang j

ทีนี้สงสัยมั้ย – อ๊ะๆ อย่าเพิ่งตอบว่าไม่ (ปิดหู ไม่ฟัง) ว่าดิฉันนั้นไซร้เป็นหนึ่งในยุวทูตผู้น่าจะทำงานเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ แล้วโครงการ ETIP ซึ่งสังกัดอยู่เนี่ย มันเกี่ยวอะไร – คำตอบคือถ้ามองให้มันเกี่ยว มันก็เกี่ยวนะเคอะ

ข้อแรก ความหมายของการค้ามนุษย์นั้นไม่ได้จำกัดว่าเหยื่อจะต้องเป็นเด็กและผู้หญิงเท่านั้น ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นการขอทานหรือหลอกขายประเวณี เพราะการบังคับใช้แรงงานเยี่ยงทาสซึ่งคนทุกวัย และทุกเพศสามารถตกเป็นเหยื่อได้ ขอยกตัวอย่างเรื่องไม่น่าฟัง (แต่อยากให้รับรู้) คือเรื่องแรงงานบนเรือประมง อย่างที่ทราบว่างานบนเรือประมงเป็นงานที่ไม่ใครอยากทำ เพราะหนัก เหนื่อย และเสี่ยง – เสี่ยงอย่างมากที่จะตายกลางทะเล เสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ กลายเป็นทาสบนเรือที่ได้อาหารเพียงแกงปลาวันละมื้อสองมื้อ ไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้พักผ่อน เจ็บป่วยก็ดิ้นรนไปตามสภาพ ถ้าเคราะห์ซ้ำ วันดีคืนดีอาจถูกโยนทิ้งกลางทะเล ที่รอดกันอยู่ก็ได้แต่ทำงาน จับปลา จับปลา แล้วก็จับปลา ไม่มีทางหนี

ข้อสอง อย่างที่บอกไปว่าแทบไม่มีใครอยากทำงานบนเรือประมงอีกแล้วและใครที่ฉันกำลังพูดถึงนี่ก็หมายถึงคนไทยใช่ค่ะ คนที่เข้ามาเป็นแรงงานกู้วิกฤตความขาดแคลนแรงงานของเราก็คือแรงงานข้ามชาตินั่นแหละ สรุปก็คือ – คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเข้าไปอยู่ในขบวนการการค้ามนุษย์อย่างมาก เรื่องแรงงานทาสบนเรือประมงนี่ ถ้าหากให้พูดถึงนั้นคงไม่จบไม่สิ้น ที่รู้คือมันเป็นปัญหาที่เราแก้ไขกันไม่ได้ (หรือไม่มีใครคิดแก้ไขจริงๆ จังๆ อย่างไรก็ไม่ทราบ) และปัญหานี้แล ที่นำไปสู่เรื่องแก้ไม่ตก นั่นคือในปีนี้ ประเทศไทยกำลังจะถูกลดระดับเข้ากลุ่มประเทศ Tier 3 โดยมีปัญหานี้เป็นสาเหตุหนึ่ง

 

แล้ว Tier 3 คืออะไร?

ต้องอธิบายก่อนว่าสหรัฐฯ และนานาชาติถือปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์เป็นเรื่องใหญ่ ทุกประเทศในโลกจึงถูกจัดอันดับไว้สามระดับด้วยกัน ได้แก่ Tier 1 ประเทศที่ถูกจัดอยู่ในระดับนี้คือประเทศที่จัดการปัญหาการค้ามนุษย์ได้ดี (อาจหมายถึงไม่มีหรือแทบไม่มีปัญหานี้) เป็นกลุ่มที่ผ่านมาตรฐาน กลุ่มประเทศ Tier 2  เป็นประเทศที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด แต่มีแนวโน้มว่าจะพัฒนา ส่วนระดับ Tier 3 คือประเทศที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซ้ำร้ายยังไม่มีแนวโน้มว่าจะพัฒนา เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงตนเอง (ประเทศเหล่านี้ได้แก่ ลิเบีย เกาหลีเหนือ อัฟกานิสถาน ฯลฯ – ว่าที่เพื่อนๆ ของไทยเราทั้งนั้น) ทีนี้มันมีข้อกำหนดอยู่ว่าประเทศที่อยู่ระดับ Tier 2 จะมีเวลาสองปีในการเลื่อนระดับตนเองให้สูงขึ้น แต่หากยังทำไม่ได้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจผ่อนผันให้เวลาเพิ่มอีกสองปี กรณีที่มีแนวโน้มว่ายังพัฒนาปรับปรุงตัวได้อยู่ และไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้น คืออยู่ระดับ Tier 2 มาสองปี ได้เวลาเพิ่มเพื่ออยู่ในระดับ Tier 2 Watch-list มาแล้วอีกสองปี – สรุปคือ สี่ปีผ่านไป ไทยแลนด์แดนสยามยังจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ไม่ได้ ชีวิตเลยชีช้ำจะโดนโยกย้ายลดระดับลงไปเป็น Tier 3 เร็วๆ นี้

แล้วไง? – ตาสีข้างบ้านอาจถามขึ้น

ก็ต้องขอเรียนว่า…เมื่อเป็นอย่างนี้ ประเทศมหาอำนาจตะละลาอย่างสหรัฐฯ อาจไม่วางใจในสินค้าส่งออกของเรา เช่น อาหารทะเล สินค้าประมงและอื่นๆ อีกต่อไป วันดีคืนดีอาจมีคำสั่งแบน สิทธิพิเศษทางการค้าที่เคยได้รับหรือกำลังจะได้รับก็จะหลุดลอยไป แบบว่าบ๊ายบาย เจอกันเมื่อคุณพัฒนา – ทีนี้เศรษฐกิจก็จะย่ำแย่…ยิ่งกว่านี้

อ้าว เฮ้ย แล้วทำไงดี? – ตาสาถามบ้าง

แหะๆ หนูไม่รู้

ที่รู้คือไอ้ปัญหาที่เรามองข้าม ละเลย ไม่สนใจ ทำเป็นลืมตาข้างปิดตาข้างมาตลอด มาตอนนี้มันกำลังระเบิดออกเหมือนภูเขาไฟที่ได้เวลาปะทุ การค้ามนุษย์ที่เคยเป็นเรื่องไกลตัว ก็กลับใกล้ซะเหลือเกิน ปัญหาแรงงานเด็ก ขอทาน การบังคับใช้แรงงาน การค้าประเวณี แรงงานทาส ฯลฯ เริ่มมองเห็นกันบ้างหรือยัง?

…..

Saphan Siang l

ปล. บล็อกนี้ยาวมากกก…ใครอ่านมาถึงตรงนี้ ขอก้มกราบ (_ /\_)

 

Advertisements

1 reply »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Google Translation

%d bloggers like this: