[Ep. 2] Pongnapa Kidha @HRDF Chiang Mai


A protracted political turmoil has divided Thai society into fractions. In May, National Council for Peace and Order (NCPO) staged a coup which led to a migrant worker control policy. The control over irregular migrant workers was more restrict in several areas. In Chiang Mai, along other incidents, the military and the police uprooted several houses along Mae Kha river in Chiang Mai Municipality.

Pongnapa 01

As a result of the previous political disturbances in June which caused many migrant workers including those in Chiang Mai to take a refuge in their home countries. The migrant workers who studied Thai at Migrant Learning and Development Center (MLDC) were affected by the policy even though they are documented ones. They were still afraid and anxious of their safety of life and property including safety during curfew travelling. Those migrant workers needed to bring their passports and work permits when they travelled due to fearof deportation or termination of employment. At MLDC, all classes took place in the afternoon in order to let migrant workers finish the classes before curfew started.

Most newcomers who enrolled in the Thai class were at working age. They were obliged to purchase textbooks from MLDC. Income from textbook price would go to MLDC’s electricity and water bills. The center collaborated with Master’s Degree students of Maejo University to develop the Thai course which required 2 textbooks i.e. elementary textbook for grade 7-9, and intermediate textbook for grade 10-12. Personally, I find the textbook’s content too complicated for migrant workers who are illiterate or not well equipped with Thai basic knowledge. They need elementary course book to develop their basic knowledge before the class commences.  Pongnapa 09

At that time, Pinsuda Suwanno (Teaw), another Saphan Siang Youth Ambassador volunteering with Thai Action Committee for Democracy in Burma (TACDB) invited me to teach Thai with her.

Teaw had developed a course so we exchanged textbooks that we used to teach migrant workers in order to improve and adapt our courses to fit with our students. Teaw’s textbook is more useful for migrant workers in providing Thai basic knowledge than my textbook, especially a reading part which is composed of several cases which migrant workers’ rights were violated. Apart from practicing Thai, migrant workers are able to learn how to exercise, protect, and claim their rights with agencies involved. Some students who had finished Thai course moved to study English.

Most activities in the classroom were games such as Thai Hang Man, Thai Bin Go, Story Telling which students shared Thai or Tai stories to their classmates, and singing. To my surprise, no children knew Elephant song which is a simple and easy one. Moreover, there are activities aimed to test migrant workers’ language progress such as writing 44 Thai alphabets without guidebook, reading, write-to-order game, and etc. Those activities encouraged students to enjoy the class, and be enthusiastic to learn more, ask questions beyond textbooks. Students also had an opportunity to express their feeling towards Thai language.

Pongnapa 04 copy 2

Although my initial intention to teach Thai here is to share knowledge with and learn more about migrant workers, what I gained more was pride to be a teacher. I was happy to spend my time with migrant workers since I believed there was nothing greater than “giving”. Knowledge fades away if we do not share it. Sharing knowledge with other people, especially migrant workers who work in Thailand, is fruitful for them since they are able to apply knowledge to their occupational benefit. Those migrant workers can also widen their worldviews through studying Thai. I also am happy to be a speaker, listener, and person who offers help to migrant workers who faced problems in several kinds such as legal status, literacy, wage, overtime work and access to healthcare. These problems do not only happen to migrant workers, but local workers. As a result, migrant workers suffer from injustice, which, in return, has an impact on Thai society.

Lastly, Saphan Siang Youth Ambassador’s duty does not end even though the project will soon come to the completion. We are willing to continue our commitment as a bridge between Thai and migrant workers. It is time for Thai people to view migrant workers as human beings who come here for better jobs. They deserve justice and sufficient minimum rights in the same way Thai workers abroad deserve.



เหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่สงบในสังคมไทยในหลายเดือนที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้เกิดความแตกแยกแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายเป็นอย่างมากในสังคมไทย ซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้เกิดการรัฐประหารขึ้น โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การรัฐประหารในครั้งนี้ได้ส่งผลต่อนโยบายที่มีต่อแรงงานข้ามชาติ โดยเริ่มมีการกวาดล้างแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมายหลายพื้นที่ในเชียงใหม่ ทหารและตำรวจได้ออกกวาดล้างแรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมาย และแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีใบอนุญาตออกนอกพื้นที่ตามสถานที่ต่างๆ ตลอดจนรื้อถอนสิ่งปลูก สร้างที่รุกล้ำลำคลองแม่ข่า ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแรงงานข้ามชาติด้วย 

Pongnapa 03

แรงงานข้ามชาติที่มาเรียนภาษาที่ศูนย์การเรียนรู้และการพัฒนาแรงงานข้ามชาติ (MLDC) ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเข้ามาอย่างถูกกฎหมายก็ตาม แต่พวกเขาเหล่านี้ก็ยังคงหวาดกลัวและมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงความปลอดภัยของพวกเขาในการเดินทางมาเรียนหรือเดินทางไปที่ไหนก็ตามในช่วงที่ประกาศเคอร์ฟิว เวลาเดินทางไปที่ไหนพวกเขาต้องพกหนังสือเดินทางเข้าเมืองแบบถูกกฎหมายและใบอนุญาตทำงานอยู่ตลอดเวลา เพราะพวกเขากลัวการถูกส่งกลับประเทศ หรือการถูกนายจ้างเลิกจ้าง การเรียนการสอนที่จัดที่ศูนย์ที่มีในช่วงเย็น จึงต้องรีบสอนให้เสร็จก่อนเวลา เพื่อที่จะให้พวกเขากลับถึงบ้านทันเวลา 

ในขณะที่ นักเรียนใหม่ที่เข้ามาเรียนภาษาไทยในช่วงเดือนหลังๆนี้ ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน เมื่อพวกเขามาสมัครเรียน ต้องซื้อหนังสือของทางศูนย์ฯ รายได้จากการขายหนังสือจะนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าไฟฟ้าของทางศูนย์ฯ ซึ่งหนังสือที่ทางศูนย์ฯ ได้จัดทำหลักสูตรและพัฒนาขึ้นมาร่วมกับนักศึกษาระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อใช้ในการเรียน ซึ่งหนังสือแบบเรียนภาษาไทยนั้น มี 2 เล่มด้วยกัน คือเล่มแรกเป็นแบบเรียนเริ่มต้นของระดับ ป.1 – ป.3 เล่มที่สองเป็นแบบเรียนของระดับ ป.4 – ป.6 แต่เนื้อหาโดยรวมของหนังสือนั้น โดยส่วนตัว ยังคิดว่ายากต่อการเข้าใจของแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ซึ่งต้องหาแบบฝึกหัดพื้นฐานมาให้ก่อน เพื่อให้พวกเขามีความเข้าใจในพื้นฐานภาษาไทยก่อนที่จะเริ่มเรียนในหนังสือ ในตอนนั้นพี่ ปิ่นสุดา สุวรรณโณ หรือพี่แต้ว ที่ทำงานกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (TACDB) ก็ได้ติดต่อมาพร้อมกับชวนให้ทำหนังสือสอนภาษาไทยด้วยกัน เนื่องจากพี่แต้วก็ได้สอนภาษาไทยให้กับแรงงานข้ามชาติเหมือนกัน  ซึ่งพี่แต้วได้ปรับปรุงหลักสูตรขึ้นมาใหม่ จึงได้แลกเปลี่ยนหนังสือที่ใช้สอนแรงงานข้ามชาติกัน เพื่อที่จะสามารถนำมาปรับใช้สอนกับนักเรียนของตนเองได้ ซึ่งหนังสือที่พี่แต้วได้ทำขึ้นนี้ สามารถนำมาใช้สอนแรงงานข้ามชาติที่ให้มีความรู้ในภาษาไทยเพิ่มเติมมากกว่าในหนังสือเรียนที่มีอยู่ได้ โดยเฉพาะบทอ่าน ที่มีการสอดแทรกกรณีของแรงงานข้ามชาติที่ถูกละเมิดสิทธิ นอกจากพวกเขาจะได้ฝึกอ่านภาษาไทยแล้ว พวกเขายังได้ประโยชน์ในการรับรู้ถึงสิทธิของตน และไม่ให้คนอื่นมาละเมิดสิทธิ รวมถึงรู้จักหน่วยงานต่างๆที่คอยช่วยเหลือเมื่อพวกเขาเกิดปัญหา ส่วนนักเรียนบางส่วนที่เรียนภาษาไทยแล้วสามารถอ่านออกเขียนได้แล้วนั้น ก็ย้ายไปเรียนภาษาอังกฤษต่อ   

Pongnapa 02

ส่วนกิจกรรมที่ได้จัดขึ้นในระหว่างที่ได้ไปสอนนั้น ส่วนใหญ่จะให้เล่นเกม ในชั่วโมงเรียน อย่างเช่น เกม Hang man โดยให้ทายคำภาษาไทย, Bing go ภาษาไทย, เล่านิทาน โดยให้นักเรียนเขียนนิทานแล้วออกเล่าให้เพื่อนๆฟัง ซึ่งมีทั้งนิทานของไทย และนิทานของไทใหญ่ มีการร้องเพลงง่ายๆ เช่น เพลงช้าง ซึ่งตอนแรกแปลกใจมากที่ไม่มีใครร้องเป็นเลย แม้แต่เด็กๆ ก็ร้องไม่เป็นและไม่เคยร้องเพลงนี้มาก่อน อีกทั้งมีการทดสอบเพื่อที่จะได้รู้ถึงความก้าวหน้าในการเรียนภาษาไทยของแรงงานข้ามชาติ เช่น การคัด ก – ฮ  โดยไม่ดูหนังสือ การอ่านบทความทีละคน การเขียนตามคำบอก เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมที่ได้จัดขึ้นนี้ ได้มีส่วนช่วยให้นักเรียนสนุกกับการเรียนมากขึ้น และกระตือรือร้นในการท่องจำ และกล้าที่จะถามคำถามที่ตนเองสงสัย นอกเหนือจากที่ได้เรียนมา นอกจากนี้ยังมีการให้เขียนเกี่ยวกับความรู้สึกที่ตนเองมีต่อภาษาไทย ทำไมถึงอยากเรียนภาษาไทย เป็นต้น

ารได้มาสอนภาษาไทยที่นี่ ถึงแม้ว่าในตอนแรกเราตั้งใจจะมาให้ความรู้กับแรงงานข้ามชาติ และมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของแรงงานข้ามชาติให้มากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ได้จากที่นี่ได้มากกว่าสิ่งที่ตั้งใจ คือ ความภูมิใจที่ได้มาเป็นครูสอน มีความสุขมากที่ได้ไปอยู่กับแรงงานข้ามชาติ เพราะเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะสิ่งที่ดีของความเป็นมนุษย์คือการให้ การที่เรามีความรู้ แต่เก็บความรู้ไว้กับตัวเอง ความรู้นั้นก็จะสูญหายไปเปล่าๆ การเผยแพร่ความรู้ไปให้ผู้อื่น โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ ที่เข้ามาในประเทศไทย พวกเขาเหล่านี้สามารถนำความรู้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงานของพวกเขาได้ รวมทั้งมีโอกาสได้เปิดโลกอีกโลกหนึ่งสำหรับการเรียนรู้ของตัวเอง การที่ได้เป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ได้มีส่วนช่วยในการรับฟังปัญหาที่พวกเขาเหล่านี้ได้พบเจอ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาสถานภาพทางกฎหมายความไม่เข้าใจในกฎหมาย นายจ้างไม่จ่ายค่าแรง  การมีระยะเวลาการทำงานมากกว่าที่กฎหมายแรงงานของไทยกำหนดไว้ และการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะแรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้ แต่ปัญหาเหล่านี้กลับเป็นปัญหาที่พบเห็นได้โดยทั่วไปสังคมไทย และก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อแรงงานข้ามชาติ และส่งผลกระทบต่อสังคมไทยเรื่อยมา

Pongnapa 08

สุดท้ายนี้ หลังจากจบโครงการแล้ว แต่ “ยุวทูตสะพานเสียง” ยังไม่จบเพียงแค่นี้ พวกเราจะยังคงดำเนินงานต่อไป เพื่อเป็นตัวเชื่อมสร้างความเข้าใจระหว่างคนไทยและแรงงานข้ามชาติ เพราะถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยต้องยอมรับกันเสียที ว่าแรงงานข้ามชาติก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เข้ามาทำงานประเทศไทย และควรที่จะได้รับความเป็นธรรม และสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอ เหมือนกับแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ 


Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Google Translation

%d bloggers like this: