Skip to content

[ Ep. 3 ] Nattawuth Ruppayoon @Raks Thai Foundation

ภาคภาษาไทยอยู่ด้านล่าง

Nattawuth Ruppayoon

Every end is a new beginning!

I spent six months as one of twelve Saphan Siang Youth Ambassadors. Each one of us was assigned to work for an organization. My assignment was to work with the Raks Thai Foundation, in Pattani province in Southern Thailand. As an ordinary university student, I had a chance to be a part of Saphan Siang, and for six months I got to work in a real world environment. It was the experience of a lifetime and one that cannot be found in the classroom. Raks Thai’s Phahmit Project is a project that seeks to improve the wellbeing of migrant workers. During that time we met with migrant workers in their work environment and also participated in group seminars with government officials who were responsible for migrant workers.

Up until that time, I never realized how many migrant workers are in Pattani. Everywhere I went I met migrant workers from Myanmar and Cambodia. Unfortunately those workers are not taken care of by their employers.

In Pattani there are not many organizations that can help these migrant workers in comparison to other provinces. The only foundation we have is Raks Thai, and thankfully they are doing a fantastic job. From my observation during my time working with Raks Thai, I’ve seen many migrant workers come to the foundation and use it as a community center to spend their leisure time reading books and watching television. This showed me that the migrant workers really trust the organization. They are very scared of government officials; in fact, they are afraid of anybody they see that is in a uniform. They constantly live in fear of being arrested. Whenever they have trouble they always call the staff instead of the police.

This foundation, Raks Thai, is the only thing that they can rely on and the only organization that represents them. It is apparent that they cannot survive here without the help of the organization. At first I thought to myself that they only need this foundation to help them survive, but it is more than that. I now realize that the staff and the workers have become like family. They never treat the workers like they are second class citizens. The staff work very hard to create a strong bond between the workers and themselves.

The first few times I met with the workers I had to go to their communities. I always noticed how warmly the staff treated the workers. They treated them like family, and I thought to myself that if I was in the same situation as these workers that I would hope for an organization like Raks Thai to be there for me.

Working there was not all about meetings and activities but also about social interactions with the workers. The staff always reminded me to think of everyone as part of a family and to trust each other. These words guided me in my work.

Some of the cases I witnessed were very emotionally draining. It is terrible how cruel some of these people are treated. Their lives are tough not only because they have to work so hard but also because they face serious discrimination from some Thai citizens.

It is normal for the workers to feel offended or angry but they realize that this is not their home so they just try to put up with it. Thais sometimes hold negative stereotypes of them. But if you really knew them you would know that they are very warmhearted and harmless. They really just want to be friends with Thai people. You have to really feel it with your heart and then you will see it.

Those six months passed so quickly. There were times that I felt exhausted or discouraged but it was nothing compared to the hardships that the migrant workers faced and knowing that kept me coming back to work. We are their only hope. They rely on us. They have no one else here to help them. If I had to go work somewhere else I would need someone’s help too. I try to put myself in their shoes and see life from their perspective. This is why we have to take care of them or, at the very least, not look down on them. For today it is not the end but the beginning of creating good things. We have to approach them and listen to their problems because they are not worthless or troublemakers, they are normal people with feelings.

This experience has made me more compassionate and optimistic and really opened my eyes. These experiences have inspired me to think of new ways to help society. Like the golden rule states; treat others as you would like to be treated.

Without these people I wouldn’t be who I am today. Thank you, Saphan Siang, for this opportunity that has made me a better person. Thanks Raks Thai Foundation and the Phamit Project for this experience and for taking care of me and giving me advice.

I would like to thank all the migrant workers who have opened my eyes and helped me see things more clearly. Thanks Saphan Siang, especially P’Nas, for always supporting me and telling me my flaws so that I can improve myself.

I would like to thank; P’Nong, P’Sul, P’Mod, P’Pa, P’Dao, and everyone at Raks Thai Foundation for their cooperation. I would also like to give a special thanks to all of the volunteers; P’Duean, P’Ploy, P’Dao, P’Vee, and to the sponsors of this amazing project. I hope the Saphan Siang Project will continue well into the future

Read Nattawuth’s previous episodes: Ep. 1 | Ep. 2

Nattawuth Ruppayoon

Ep. 3: ณัฐวุฒิ รัพยูร (ซัน) มูลนิธิรักษ์ไทย

 

โครงการสิ้นสุด แต่ ! เราไม่สิ้นสุด

6 เดือน กับการทำหน้าที่ “ยุวทูตสะพานเสียง” ของพวกเราทั้ง12คน แต่ละคนก็กระจายตัวกันทำหน้าที่กันตามองค์กรต่างๆ สำหรับผม เยาวชนคนหนึ่งจากปลายด้ามขวาน ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการนี้ ได้มาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี กับมูลนิธิรักษ์ไทย สำนักงานจังหวัดปัตตานี

สำหรับชีวิตนักศึกษาธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่มีโอกาสได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ สะพานเสียง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทำให้ผมมีโอกาสได้ทำงานจริงๆ ลงพื้นที่จริงๆ ซึ่งบทเรียนนี้เป็นบทเรียนแห่งชีวิตจริง ไม่มีสอนในห้องเรียน การทำงานของมูลนิธิรักษ์ไทย ในโครงการฟ้ามิตร ซึ่งเป็นโครงการที่ดูแลชีวิตและสวัสดิการของแรงงานข้ามชาติโดยตรง จากการร่วมทำงานไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่พบปะแรงงานฯ การอบรมกกลุ่มย่อยตามโรงงานต่างๆ หรือแม้แต่การอบรมเจ้าหน้าของรัฐที่เกี่ยวข้องกับแรงงานนั้น ทำให้ผมได้เห็นว่า ณ ที่นี่ ปัตตานี มีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากเข้ามาทำงาน ไปไหนมาไหนในพื้นที่ก็จะพบเจอกับแรงงานทั้งชาวเมียนมา และกัมพูชา แต่ ! พวกเขาไม่ได้รับการดูแลจากเถ้าแก่หรือเจ้านายเท่าที่ควร องค์กรที่ดูแลพวกเขาก็มีไม่เยอะเหมือนในจังหวัดใหญ่ๆอื่นๆ มีแค่มูลนิธิรักษ์ไทยเท่านั้นที่ดูแลพวกเขา และดูแลเป็นอย่างดีด้วย

ตลอดเวลาที่ทำงานมานั้น จะมีแรงงานฯแวะเวียนเข้ามานั่ง อ่านหนังสือ หรือดูทีวีภายในศูนย์ของโครงการฟ้ามิตรอยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าแรงงานฯเหล่านี้มีความไว้ใจอย่างมากต่อมูลนิธิรักษ์ไทย เพราะพวกเขาจะหวาดกลัวและระแวงต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างมาก ถึงขนาดว่ากลัวทุกคนที่ใส่ชุดยูนิฟอร์ม กลัวจะเป็นสายตำรวจ กลัวมาจับ แต่พวกเขามีที่พึ่งที่เดียวคือ มูลนิธิรักษ์ไทย ผมเคยได้ร่วมอบรมแรงงานเหล่านี้ แล้วมีคำถามที่ให้แรงงานฯต้องตอบ ถามว่า ถ้าไม่มีมูลนิธิรักษ์ไทย จะอยู่ได้ไหม? พวกเขาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่ได้” และพวกเขาต้องการให้มูลนิธิรักษ์ไทยอยู่กับพวกเขาตลอดไป เพราะมูลนิธิได้ช่วยเหลือพวกเขา เป็นหูเป็นตา เป็นกระบอกเสียงให้พวกเขาอยู่เสมอๆ ยามเมื่อพวกเขาประสบปัญหาใดๆก็จะโทรหาพี่ๆที่ทำงานกับมูลนิธิรักษ์ไทยให้ไปช่วยไกล่เกลี่ยอยู่เสมอๆ

…ผมได้แต่คิดในใจว่า พวกเขาคงต้องการมูลนิธิรักษ์ไทยเพียงเพราะมูลนิธิฯช่วยเหลือเขาเท่านั้น แต่จริงๆแล้ว พวกเขาผูกพันกับมูลนิธิฯอย่างมาก เพราะอะไร??

คำถามนี้เกิดขึ้นในใจผมในวันแรกๆที่เข้าไปทำงาน ต่อมาผมได้ค้นพบว่า การทำงานที่ทั่วถึง ความเป็นกันเอง การไม่ถือตัว การเอาใจใส่ที่มีต่อแรงงานฯของเจ้าหน้าที่ฯ ทำให้แรงงานที่นี่มีความผูกพันกับเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิรักษ์ไทยเป็นอย่างมาก … ครั้งแรกๆที่ผมได้ลงพื้นที่ไปเติมถุงยางกับพี่ๆ ไปยังชุมชนของแรงงานฯ จะได้เห็นรอยยิ้มและคำทักทายของพี่ๆเจ้าหน้าที่ฯที่มีต่อแรงงานอย่างอบอุ่น เสมือนเป็นญาติพี่น้องกัน ผมได้แต่คิดในใจว่า ถ้าเป็นเรา ไปอยู่ต่างถิ่น ก็คงต้องการบางคนหรือบางกลุ่มที่เป็นมิตรกับเรา เราคงจะอุ่นใจน่าดูเลยเนอะ

การทำงานที่นี่ไม่เพียงแต่ลงพื้นที่อบรมหรือทำกิจกรรมเท่านั้น เวลาว่างๆก็จะมานั่งคุยกัน เล่าเรื่องราวต่างๆ ปรึกษาหารือกัน หัวเราะคิกคักสนุกสนาน พี่ๆบอกว่า “ไม่ต้องเกรงใจ คิดว่าเราเป็นพี่น้องกัน ทำงานร่วมกันต้องไว้เนื้อเชื่อใจกัน คำพูดเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ผมมีแรงที่จะทำงานมากขึ้น …สำหรับการทำงานที่ผ่านมาก็ได้เจอเคสต่างๆเกี่ยวกับแรงงานฯ บางครั้งมันก็โหดร้ายเกินไปสำหรับคนๆหนึ่ง ชีวิตพวกเขาลำบากมาก นอกจากจะต้องอดทนทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพแล้ว บางครั้งยังต้องเจอกับสายตาเหยียดหยามและคำดูถูกจากคนบางกลุ่มอีกด้วย แต่พวกเขาก็มีโกรธเคืองบ้าง แต่เขาถือว่ามาทำงานต่างบ้านต่างเมืองก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่จะเจอ บางครั้งโดนด่า โดนว่า โดนเหยียดหยาม ก็ทนๆไป …คนไทย(บางส่วน)มองพวกเขาในแง่ร้ายเกินไป ถ้าได้สัมผัสกับชีวิตจริงๆของแรงงานฯเหล่านี้แล้ว จะรับรู้เลยว่า พวกเขาไม่ได้เป็นภัยหรือมีอันตรายใดๆเลย หากแต่พวกเขามีแต่มิตรภาพที่ต้องการสานต่อกับคนไทยอย่างมาก ถ้าใช้ใจมองจริงคุณก็จะรับรู้ถึงมันได้

การทำงานผ่านไปอย่างรวดเร็ว หกเดือนกับการทำหน้าที่ มีเหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง แต่เมื่อเทียบกับความกดดันในชีวิตที่แรงงานฯต้องเจอ ผมคิดว่าเจอแค่นี้ยังน้อยไป ทำให้มีแรงกลับมาทำงานต่ออีกครั้ง เราเปรียบเสมือนความหวังของแรงงานฯ พวกเขาต้องการพึ่งเราในยามทุกข์ เขามาต่างบ้านต่างเมือง เราก็ต้องช่วยเหลือเขา คิดกลับกันว่าหากวันหนึ่งเราต้องไปต่างบ้านต่างเมืองแล้วเกิดตกทุกข์ได้ยาก เราก็ต้องการคนช่วยเหลือเราอย่างแน่นอน ก็เหมือนกับแรงงานเหล่านี้ที่เข้ามาทำงานในบ้านเรา เราก็ต้องดูแลเขา หรือไม่ดูแล แต่ก้อย่าไปดูถูกเหยียดหยามพวกเขาก็เป็นพอ

สำหรับ ปัจจุบัน ณ วันนี้ มันไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่ ! มันคือจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ การเข้าถึงแรงงานฯ เข้าถึงความคิดของพวกเขา รับฟังปัญหาของพวกเขา พวกเขาไม่ใช่ขยะ ไม่ใช่ตัวสร้างปัญหา พวกเขามีชีวิต มีจิตใจ เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง การมองโลกในแง่ดี มองโลกหลายมิติ ทุกวันนี้ผมมีแนวคิดดีๆที่จะทำต่อไปในอนาคต คิดทำอะไรใหม่ๆเพื่อสังคม ก้าวออกไปเป็นคนดีของสังคม ตามคำปณิธานของพระบิดาที่ดำรัสไว้ว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง”

ขาดไม่ได้คือผู้มีพระคุณสำหรับผม ในการสร้างประสบการณ์ดีๆให้ผม

ขอบคุณ “สะพานเสียง” ให้โอกาส มอบสิ่งดีๆ ทำให้ผมได้พัฒนาตัวเองขึ้นมากอย่างมาก

ขอบคุณ “มูลนิธิรักษ์ไทย, โครงการฟ้ามิตร” ให้ประสบการณ์ ให้การดูแล และการแนะนำอย่างที่สุด

ขอบคุณ “แรงงาน” ทำให้ผมได้เปิดกว้างทางความคิดมากขึ้น มองเห็นสิ่งต่างๆในทางที่ดีขึ้น

ขอบคุณพี่ๆทีมงาน ทั้งพี่ๆของโครงการสะพานเสียง ที่สำคัญคือพี่นัส ที่คอยสนับสนุน คอยชี้จุดบกพร่องให้ผมได้ปรับปรุงแก้ไข คอยดูแลประสานงานต่างๆ… ขอบคุณพี่ๆจากมูลนิธิรักษ์ไทย พี่น้อง พี่แบซุล พี่มด พี่ภา พี่ดาว พี่ๆในออฟฟิซทุกคน รวมไปถึงพี่ๆอาสาสมัครแรงงานฯทั้งพี่เดือน พี่พลอย พี่ดาว และพี่วี รวมไปถึงทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุนโครงการดีๆแบบนี้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน และหวังว่าโครงการสะพานเสียงจะมีต่อไปเรื่อยๆ คัดสรรเยาวชนคนรุ่นใหม่มีเป็นกำลังในการร่วมพัฒนาชีวิตแรงงานฯ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แรงงานฯ ให้แรงงานฯทำงานในประเทศไทยได้โดยสบายใจ

อ่านบทความก่อนหน้านี้: Ep. 1 | Ep. 2

Nattawuth Ruppayoon

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Google Translation

%d bloggers like this: