Skip to content

[ Ep. 3 ] Pongnapa Kidha @HRDF Chiang Mai

ภาคภาษาไทยอยู่ด้านล่าง

Pongnapa Kidha

In this increasingly globalized world, everything changes and things are constantly evolving. We human beings change and move from one place to another, guided by a common aspiration for a better life; to make a better living, to escape famine, war and other domestic problems. This is understandable, but it also causes trouble when we move to a foreign land, and the differences of our culture, race and religion are highlighted.

Being part of the Saphan Siang Youth Ambassador programme was a great opportunity that made me realize the hardship migrant workers face in Thailand. Many migrant workers came here, either through a legal or illegal channel, are being exploited and deceived while beingstereotyped by Thai people because of the differences between their culture, race, language and ours. This leads to the question of what should be done. How do we change to bring about more positive attitudes towards one another?

Six months ago was the Saphan Siang orientation in Udon Thani. At first I really didn’t understand migrant worker issues, mainly because I never had a chance to interact with them. I used to think that their problems have nothing to do with us as Thai people. We live differently and have nothing in common. I felt like it was not necessary to try to understand their problems because it did not affect us at all. The orientation opened my eyes to the realities migrant workers experience. I learned so much about the migrant workers and social organizations that work directly with them. The campaign also gave me a chance to meet other young people. It was wonderful because everybody was willing to share their unique experiences and give advice as to how to work with migrant workers.

My six-month journey with the Youth Ambassador programme involved teaching Thai. Even though it was such a short amount of time, it totally changed my perception of the migrant workers. Being close to them and doing activities with them was a tremendous experience, so was meeting with so many different people with different nationalities, languages and cultures.

I had the chance to spend time with a senior student from my university who helped me teach English. I also spent time with my friends and invited them to come help me teach. Being close to the migrant workers gave me the opportunity to listen to their problems. And that is very rare opportunity because even though in Chiang Mai there are many migrant workers working as domestic workers, vendors or construction workers, it is hard for these people to be comfortable discussing their problems with strangers. As a Saphan Siang Youth Ambassador, I was finally in a position to listen to their problems. The more I listened to their problems, the more I noticed a pattern. It is always the same old problems that nobody has ever tried to do anything about. The most prominent examples were: unjust payment and being taken advantage of by employers, being denied their basic human rights, difficulty getting medical treatment and negative bias against their nationality by Thai people.

Even though I cannot fix these problems myself, I am still glad I could listen to them. At least I am now able to tell other people about their problems and can raise awareness in our society so that we can try to solve them together. Moreover, I also learned some life lessons, the most important of which are self-management, being more responsible and time management. I encouraged myself to be more expressive and not afraid to think, speak or to do what I think is right. There are so many experiences that I simply cannot put into words.

I am so very proud that I participated in the closing ceremony at the United Nations building in Bangkok!

I had a chance to tell other people about my experiences during those six months and had a chance to hear about other participants’ experiences as well. We also discussed the possibility of future projects. We all learned a great deal about each other and what we had gone through, including the obstacles that each one of us faced during that six-month period. I also had a chance to meet with many social organizations who reassured me that everybody is more than willing to support and cooperate in an effort to highlight the issues that the migrant workers face in society and to try and make things better for them.

Finally, I would like to use this opportunity in order to say thank you to everyone. Thanks to Saphan Siang campaign for giving me this great opportunity. Thanks P’Aanas who always gave me advice. Thanks to P’Su and P’Yol and the staff from HRDF for teaching and taking care of me for those whole six months. Thanks to my parents for understanding and being supportive. Thanks to my senior friend for traveling with me, keeping me company and helping me teach English to migrant children. I would like to thank all my friends at the Faculty of Political Science and Public Administration at Chiang Mai University and my friends from “Dek Dee Mee Tee Rian” who helped me in my endeavors. Thank you, Sensei for teaching Japanese to the children. Thanks to all the children and all the workers for paying attention in class. Thanks for opening your minds and sharing your thoughts because without these people, I wouldn’t be able to come this far. These experiences have truly been priceless. I will always cherish them and my memory of these events will drive and inspire me to do more good things in the future.

Read Poppep’s previous episodes: Ep. 1 | Ep. 2

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์ สิ่งต่างๆ ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนที่ไปอย่างไม่หยุดนิ่ง สิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตก็มีการเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงและเกิดการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งอาจมีผลจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อความหวังว่าจะมีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือการหนีปัญหาภายในประเทศ ทั้งสงคราม ความอดอยาก การเคลื่อนย้ายของผู้คนนั้นก็ย่อมทำให้เกิดปัญหาความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา เชื้อชาติ และศาสนา ดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

           การได้เข้าร่วมโครงการยุวทูตสะพานเสียง ถือว่าได้รับโอกาสที่ดีมากที่ทำให้ได้ตระหนักถึงประเด็นปัญหาของแรงงานข้ามชาติมากขึ้น การเข้ามาของแรงงานข้ามชาติที่หลั่งไหลเข้ามาทำงานที่ประเทศไทย ทั้งที่ถูกกฎหมาย ไม่ถูกกฎหมาย หรือแม้แต่ถูกล่อลวงเข้ามาใช้แรงงานในประเทศไทย ทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมาย แน่นอนว่าปัญหาที่มองข้ามไม่ได้ คือความแตกต่างทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ และภาษา ที่ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยมีทัศนคติในทางลบต่อแรงงานข้ามชาติ จึงเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาว่า พวกเราจะทำอย่างไร ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างแรงงานข้ามชาติกับคนไทย ให้มีทัศนคติที่ดีต่อกัน

          ย้อนหลังไป 6 เดือนก่อน ที่ได้ไปปฐมนิเทศที่จังหวัดอุบลราชธานี จากเดิมที่ไม่ค่อยเข้าใจประเด็น ปัญหาเกี่ยวกับ แรงงานข้ามชาติมากนัก เนื่องจากไม่เคยได้มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดกับแรงงานข้ามชาติ และคิดว่าปัญหาของพวกเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรา เราก็อยู่ในส่วนของเรา เขาก็อยู่ในส่วนของเขา จึงไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับปัญหามาก เพราะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเราอยู่แล้ว แต่หลังจากการที่ได้ เข้าร่วมปฐมนิเทศ ก็ได้เรียนรู้ปัญหาของแรงงานข้ามชาติที่พวกเขาต้องพบเจอ รวมทั้งได้รับรู้ข้อมูล เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ และองค์กรภาคประชาสังคมที่จะเป็นประโยชน์ ในการไปงานที่ได้รับผิดชอบ อีกทั้งการไปปฐมนิเทศยังทำให้ได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เข้าร่วมโครงการเดียวกัน ที่ทุกคนพร้อมจะแบ่งปัน ประสบการณ์ที่ผ่านมาร่วมกัน และเป็นที่ปรึกษา รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในระหว่างการทำงาน

           ตลอดระยะเวลา 6 เดือนในการเข้าร่วมโครงการ ได้ทำหน้าที่ในการสอนภาษาไทย แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในช่วงปิดเทอม แต่ก็ทำให้ทัศนคติเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติได้ เปลี่ยนจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง การได้ใกล้ชิดและร่วมทำกิจกรรมกับแรงงานข้ามชาติ ทำให้ได้รับประสบการณ์ และทักษะในการทำงานมากมาย ประสบการณ์ที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้กับพี่ที่ศูนย์ฯ ประสบการณ์ในการ ที่ได้พบเจอผู้คนที่หลากหลาย ต่างชาติ ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรม ได้ทำกิจกรรมร่วมกับ พี่รหัสที่มาช่วยสอนภาษาอังกฤษเป็นประจำ เพื่อนๆที่บางครั้งมาชวนมาสอนหนังสือ ทั้งเพื่อนๆ ที่คณะ เพื่อนๆ โครงการ และชาวต่างชาติ เป็นต้น

          ประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสรับฟังปัญหาจากแรงงานข้ามชาติที่ไม่สามารถหาโอกาสได้ง่ายๆ เพราะถึงแม้ว่าที่เชียงใหม่จะมีแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะทำงานเป็นแม่บ้าน ทำงานก่อสร้าง ค้าขาย แต่ก็คงไม่มีใครที่จะเข้ามานั่งพูดคุยปัญหาของพวกเขาให้กับคนที่ไม่รู้จักฟัง การที่เราเป็นคนหนึ่งที่มานั่งรับฟังปัญหา ที่เป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เป็นปัญหาซ้ำๆ เดิมๆ และไม่มีใครที่ออกมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาค้าจ้างไม่เป็นธรรม การถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบ ปัญหาการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ในด้านการเข้ารับการรักษาพยาบาล หรือแม้แต่การที่คนไทยมีอคติกับเชื้อชาติของพวกเขา คอยกีดกันพวกเขาออกจากสังคม เป็นต้น แม้ว่าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองแต่ก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการรับฟังปัญหาและถ่ายทอดให้คนรอบข้าง รวมถึงคนในสังคมไทยได้รับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของพวกเขาและร่วมกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยกัน นอกจากนี้ ยังได้ทักษะชีวิต ในการจัดการตนเอง การฝึกความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ตนเองต้องรับผิดชอบ การรู้จักแบ่งเวลา รวมถึงการฝึกตัวเองให้กล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ในสิ่งที่ถูกต้อง และ ทักษะประสบการณ์อื่นๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถบรรยายจากความรู้สึกออกมาเป็นตัวหนังสือได้

           จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้ว่าจะปิดโครงการไปแล้ว รู้สึกภูมิใจมากที่ได้เข้าร่วมปิดโครงการที่สำนักงานสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ได้มีการบอกเล่าประสบการณ์จากการทำกิจกรรมของเพื่อนๆพี่ๆ หลังจากผ่านไป 6 เดือน รวมถึงได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน การวางแผนโครงการที่จะสานต่อในอนาคตร่วมกัน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 1 วัน แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากประสบการณ์การทำงานของเพื่อนๆ และพี่ๆ รวมถึงปัญหาที่แต่ละคนต้องพบเจอ การได้พบกับองค์กรภาคประชาสังคมที่มาเข้าร่วม ทำให้รู้ว่าทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและร่วมกันสะท้อนปัญหาของแรงงานข้ามชาติให้คนในสังคมได้รับรู้และเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

           สุดท้ายนี้ ขอใช้พื้นที่นี้ในการกล่าวคำขอบคุณผู้มีส่วนช่วยเหลือทุกท่าน ขอขอบคุณโครงการยุวทูตสะพานเสียงที่มอบโอกาสดีๆ ให้ ขอบคุณพี่อานัส ผู้ประสานงานโครงการสะพานเสียงที่คอยให้คำแนะนำและปรึกษาตลอดมา ขอบคุณพี่สุและพี่ยล เจ้าหน้าที่จาก HRDF ที่คอยสอนงานและคอยดูแลตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ขอบคุณคุณพ่อและคุณแม่ที่เข้าใจและคอยสนับสนุนเสมอมา ขอบคุณพี่รหัสที่เดินทางไปเป็นเพื่อนและช่วยสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ รวมถึงเพื่อนๆจากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และเพื่อนจากโครงการเด็กดีมีที่เรียน ที่ไปช่วยสอน และช่วยเผยแพร่ความรู้และทัศนคติที่ได้รับจากการไปสอนให้คนอื่นๆได้รับรู้ ขอบคุณเซนเซ ที่ไปสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับเด็กๆ ขอบคุณเด็กๆ และพี่ๆ ชาวพม่า ที่ตั้งใจเรียน และเปิดใจพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ถ้าหากไม่มีบุคคลเหล่านี้แล้ว ก็ไม่อาจมีวันนี้ได้ ประสบการณ์ที่ได้รับประเมินค่าไม่ได้ และมีมากเกินกว่าที่จะเอ่ยออกมาได้หมด เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ไปสอน สิ่งต่างๆ ก็ยังคงเป็นความทรงจำดีๆ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัส และความทรงจำนี้ก็จะเป็นแรงผลักดันและแรงบันดาลใจให้เข้าร่วมทำกิจกรรมดีๆอย่างนี้ต่อไปในอนาคต

อ่านบทความก่อนหน้านี้: Ep. 1 | Ep. 2

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Google Translation

%d bloggers like this: