Skip to content

[Ep.2] Nitchanan Liengsakul @HRDF Chiang Mai

Read in English below

Episode 1

หลังจากสอนมาได้ประมาณหนึ่งเดือน มีความรู้สึกคุ้นชินกับสถานที่สอน และนักเรียนมากขึ้น การสอนเป็นไปอย่างกันเองมากขึ้น การสอนห้องผู้เริ่มต้นมีข้อดีคือง่ายต่อการเริ่มต้นสอน เพราะจริงๆแล้วตัวของอาสาสมัครเองไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาไทยมากนัก จึงต้องสอนประกอบกับหนังสือที่ทางมูลนิธิจัดหลักสูตรไว้ให้ แต่อย่างไรก็ตาม พี่หมวย ได้บอกกับไว้ต้องแต่ครั้งแรกๆที่สอนแล้วว่า เราสามารถปรับการสอนได้ตามความถนัดเรา อาจจะมีเกมส์ หรือสิ่งกระตุ้นที่สร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้เรียน ในการสอนของอาสาสมัครเองจึงพยายามใส่ใจกับทุกคนด้วยการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในห้องเรียนอย่างเช่นการเรียกนักเรียนแต่ล่ะคนผลัดกันมาอ่านคำบนกระดานให้ทุกคนในห้องฟัง นักเรียนบางคนหัวดีมาก สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว จนเรารู้สึกภูมิใจมากๆที่สอนแล้วเขาเข้าใจที่เราสอน แต่ก็มีนักเรียนบางคนที่ไม่เข้าใจ เราก็พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ และสิ่งที่ประทับในการสอนก็คือนักเรียนที่เข้าใจแล้วเขาก็จะพยายามอธิบายให้เพื่อนของเขาฟังด้วยภาษาไทใหญ่ แสดงให้เห็นว่าเขามีน้ำใจต่อกันมากๆ ทำให้บรรยากาศในห้องไม่น่าอึดอัดสำหรับนักเรียนที่ไม่เข้าใจอีกด้วย

มีช่วงหนึ่งที่งานทางมหาวิทยาลัยเยอะมาก เป็นช่วงสปอร์ตเดย์ เราค่อนข้างเหนื่อยและเครียดมาก แต่พอได้มาสอนภาษาไทยให้กับแรงงานข้ามชาติ เมื่อเราเห็นความตั้งใจของนักเรียนที่สนใจการสอนของเรา ความสนุกสนาน รอยยิ้มที่ได้จากนักเรียน ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ผ่อนคลายจากอาการเครียด ถึงกับลืมเรื่องเครียดๆที่มหาวิทยาลัยไปช่วงเวลาหนึ่งเลย และมีเหตุการณ์หนึ่งคือมีนักเรียนคนหนึ่งเราพยายามให้เขาตอบสิ่งที่สอนไป แต่เขากลับเงียบล่ะยิ้มใส่อย่างเดียว ยอมรับว่าสถานการณ์นั้นค่อนข้างโกธรที่นักเรียนไม่เข้าใจทั้งๆที่เราได้เน้นย้ำไปหลายรอบแล้ว เมื่อเราเงียบไปซักพัก นักเรียนคนนั้นก็พูดกับเราว่า “ครูครับ อย่างผมคงต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะเรียนเข้าใจเรื่องนี้” เราฟังแล้วเราก็สงสารเขา เขาคงรู้สึกท้อมาก แต่เราก็ได้พูดให้กำลังใจว่า “อย่าท้อแท้ คนอื่นเข้าใจได้ เราก็ต้องทำได้ ถ้าเป็นครูเองไปเรียนภาษาไทใหญ่ครูก็คงไม่ได้เหมือนกัน” เขาก็พูดตอบกลับมาว่า “ผมไม่ท้อหรอกครับครู ผมจะสู้” เป็นคำพูดที่ทำให้เราประทับใจมากสามารถลบอารมณ์ที่โกธรนักเรียนหายไปได้ทั้งหมดและมีกำลังใจที่จะสอนพวกเขาอย่างเต็มกำลังมากขึ้น นอกจากการสอนแล้วเราได้มีโอกาสถามไถ่ชีวิตของนักเรียนทุกๆคนว่าทำงานอะไร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ชายจะทำงานก่อสร้าง ส่วนผู้หญิงจะทำงานโรงงานและแม่บ้าน พวกเขาไม่ค่อยมีเวลามากนักในการทบทวนบทเรียนที่เราสอนไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำมากๆ  เราจึงต้องเน้นย้ำบทเรียนในห้องและให้การบ้านไปฝึกฝนทุกครั้ง

Nitchanan 1

ช่วงต้นเดือนมีนาคมเป็นช่วงสอบจึงจำเป็นต้องลาหยุดเป็นเวลา 2 อาทิตย์ เราก็ได้บอกนักเรียนไว้ว่าเรามีสอบที่มหาวิทยาลัย หลังจากสอบเสร็จก็กลับมาสอนปรากฏว่านักเรียนห้องเล็กหายไปกันหมดเลย แต่วันต่อมาก็มีนักเรียนห้องเล็กกลับมาเรียนคนหนึ่งและมีนักเรียนกลุ่มใหม่มาสมทบ นักเรียนบอกกับเราว่า “นึกว่าครูจะไม่มาสอนแล้ว ครูหายไปนานมาก คนอื่นๆเขาเลยไม่ได้มาเรียนเลย” เมื่อฟังแล้วเราก็รู้สึกเสียใจมากๆ แต่เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเราก็มีหน้าที่ต้องเรียน เราทำได้แค่ตั้งใจสอนพวกเขาให้เต็มความสามารถก็เพียงพอแล้ว

ช่วงปลายเดือนมีนาพี่หมวยมีงานค่อนข้างยุ่งไม่ค่อยได้เข้ามาสอน เพื่อนของเราอีกคนก็ต้องไปสอนภาษาอังกฤษเพราะมีนักเรียนที่อยากเรียนภาษาอังกฤษ เราจึงทำหน้าที่รับสอนทั้งสองห้อง เป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างท้าทาย เพราะนักเรียนทั้งสองห้องเรียนไม่เท่ากัน จึงต้องเตรียมการสอนสำหรับทั้งสองห้อง นักเรียนก็ให้ความร่วมมือกันอย่างดี

ปัญหาที่พบในช่วงนี้คือการสอนจะเข้าใจยากมากขึ้นเมื่อการสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียนไม่เข้าใจกัน นักเรียนไม่ค่อยกล้าพูด จะพูดแต่ภาษาไทใหญ่ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจ เราจึงค่อยๆเข้าไปพูดกับเขา พยายามใช้ภาษามือ ท่าทางในการอธิบายเพื่อให้เข้าใจ จากเหตุการณ์นี้ทำให้เข้าใจความเป็นครูมากๆ ต้องมีความอดทนและใจเย็นในการสอนเพื่อให้นักเรียนเข้าใจ และอีกปัญหาหนึ่งที่พบคือนักเรียนเล่นโทรศัพท์ พี่เจ้าหน้าที่ทางศูนย์เห็นเข้า จึงเข้ามายึด ถ้าหากนักเรียนต้องการได้โทรศัพท์คืน ก็ต้องมีมาตรการทำโทษ เช่นลุกนั่ง ให้ท่องศัพท์ เป็นต้น

 Nitchanan 2


Episode 1

After teaching for about a month, I became used to the classroom and the students. I kept things to be informal and casual in class. I’m not very good at Thai so teaching beginners was good because it was easy. I taught by the textbook that the Foundation provided. However, P’ Muay told me at the beginning that I can adapt my teaching to have games or create other incentives for the students.

I tried my best to engage the students in the lesson; for example, I let each student take turns reading what was written on the board for the whole class to hear. Some students were very bright; they could understand very quickly which made me feel very proud. However, other students were relatively slow in learning so I tried to explain to them so that they could understand. What impressed me was that the students who already understood the subject tried to explain it to their friends in Thai Yai. The kindness they showed to each other made the slow learners feel less uncomfortable.

During the University Sport’s Day, I was quite exhausted and stressed out. But when I saw how determined the migrants were in learning Thai, how much fun they were having, not to mention their smiles and laughter, all of it made me feel better and relaxed. I momentarily forgot about the stressful things happening at the University. There was this one time when I asked a student to answer a question but he merely smiled back without saying anything. At that time, I admit that I was pretty upset that he could not understand what I tried to teach him. After a while, the boy said “For someone like me, it will take years before I can understand this”. I felt sorry for him as he must have been very discouraged. I tried to encourage him by saying “Don’t give up. If other people can understand this, so can you. If I had to learn Thai Yai, I would have difficulty learning it too”. So he said I won’t give up. I will fight!I was impressed by those words and all the resentment disappeared. At that point, I was very inspired to teach them all that I know. Besides teaching, I had the opportunity to ask some of the students about their lives and what they do. Most of the men work at construction sites while the women work in factories and in houses. They usually don’t have time to review the lessons, which is actually a must. So I tried to explain it to them in class as clearly as possible and gave them homework so that they could practice.Nitchanan 3

Early March was exam time so I had to take a break for two weeks. I told my students that I will be back after the exams. When I returned, there were no students. On the next day, a student showed up then another group followed. They told me “We thought you were not coming back. You’ve been gone for so long so no one came to class anymore”. I was very sad when I heard that but there was nothing I could do because I, too, have a responsibility. All I could do was do my best.

In late March, P’ Muay was very busy so she did not have time to teach. Also, my other friend had to teach English because there were students who wanted to learn English. Therefore, I had to cover two classes, which was very challenging for me because the students in each class were at different levels so I had to prepare for both classes. The students were very cooperative.

I had trouble communicating with students in class. The students were afraid to speak up; they would speak in Thai Yai which I did not understand. I tried to communicate with them by using my hands. This experience made me understand how difficult a teacher’s job can be; they have to very patient. Another problem I encountered was students playing with their cell phones in the classroom. When the staffs at the Learning Center saw this, they confiscated it. Before they could get their cell phones back, the students were punished e.g. by standing up and reciting the vocabularies etc.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Google Translation

%d bloggers like this: