ข้ามไปยังเนื้อหา

[Reflection] – Jutarat Duangnurat @MAP Foundation

Read in English below!

สำหรับการเป็นอาสาสมัครยุวทูตโครงการสะพานเสียงตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา อาจจะเป็นระยะเวลาที่แสนสั้นแต่กลับเป็นช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมหาศาลตั้งแต่วินาทีก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการก็เคยตั้งคำถามกลับตัวเองมากมาย เช่น เราจะเสียเวลาเรียนหรือเปล่า เรามีความสามารถพอที่จะมาทำงานร่วมกับหน่วยงาน NGOไหม เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติจริงหรือเปล่า มันเป็นคำถามที่สร้างความกังวลให้กับตัวเองมาก แต่พอตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้และได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิ MAP สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนก็คงเป็นระบบการดำรงชีวิต ที่ต้องสร้างวินัยให้กับตนเอง ต้องแบ่งเวลาเรียน เวลาทำงานอย่างชัดเจน ทำให้รู้สึกว่าตนเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น

ส่วนหน้าที่ของการเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิ MAP ของฉันจะได้รับมอบหมายให้ช่วยงานฝ่าย ASU เป็นฝ่ายบริหารส่วนกลาง ซึ่งจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานอยู่ในออฟฟิค ทำงานเกี่ยวกับเอกสาร แปลภาษา ทำสรุปและประเมินโครงการกิจกรรมต่างๆ ในส่วนนี้ฉันก็จะได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับระบบการทำงานจัดการบริหารงานเป็นส่วนใหญ่ มากไปกว่านี้สิ่งที่ฉันได้รับจาก MAP คงเป็นโอกาสดีๆหลายอย่าง เพราะMAP ไม่เคยปิดกั้นความคิดของคน ยอมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอของทุกคนร่วมทั้งอาสาสมัครพยายามให้ทุกคนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด แม้ว่าภายในมูลนิธิMAPจะมีความหลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายภาษา การทำงานย่อมมีอุปสรรคบ้าง แต่ด้วยระบบการทำงานที่แบ่งแยกกันชัดเจนทำการแก้ไขปัญหาจึงค่อนข้างง่าย บรรยากาศในการทำงานจึงเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมากๆ

IMG_0743

นอกจากนี้ฉันต้องขอขอบคุณ MAP ที่มอบโอกาสให้ฉันได้เข้าร่วมทำกิจกรรมโครงการและกิจกรรมกับฝ่ายอื่น ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายLRA ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสิทธิแรงงานข้ามชาติ ในฝ่ายนี้ก็ลงพื้นที่ทำกิจกรรมค่อนข้างบ่อย เช่น การจัดอบรมให้ความรู้ด้านสิทธิแรงงาน การจัดค่ายแรงงาน จัดกิจกรรมว่ากรรมกรสากล และลงพื้นที่แจกอุปกรณ์การเกษตร กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ดิฉันได้เข้ามาทำงานใกล้ชิดแรงงานมากยิ่งขึ้น ความคิด ความเข้าใจและทัศนคติส่วนตัวของตนเองก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป เพราะการที่เราได้เข้าคลุกคลีพูดคุยทำกิจกรรมกับแรงงานข้ามชาติ เราจะสามารถสัมผัสถึงความคิด ความเชื่อของพวกเขาและ เข้าใจในบริบทแวดล้อมที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างที่ส่งผลให้เกิดอคติทางเชื้อชาติของคนในสังคมไทย เช่น ปัญหาทางสังคมในเรื่องการแย่งงานของคนไทย ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้วแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาแย่งงานคนไทยอย่างแท้จริง เพราะการเข้ามาทำงานในไทยย่อมมีกฎหมายที่คุ้มครองและจำกัดสิทธิของกลุ่มแรงงานข้ามชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะจำกัดสิทธิด้านการประกอบอาชีพ ต้องเป็นงานที่ไร้ทักษะ ซึ่งเป็นงานที่คนไทยมีการศึกษาไม่นิยมทำกันอยู่แล้ว แรงงานข้ามชาติเมื่อเข้ามาทำงานที่ไทยปัญหาที่พบเจอส่วนใหญ่มักจะโดนดูถูก ถูกเหยียดหยาม ถูกกดขี่ ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพกายและจิตใจอยู่บ่อยครั้ง หลายคนที่ประสบปัญหาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคมและนายจ้างก็ไม่กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเองเพราะกลัวถูกไล่ออก กลัวถูกส่งกลับ ความกลัวของแรงงานจึงเกิดการยอมความอยู่บ่อยครั้งทำให้นายจ้างยิ่งได้ใจมากขึ้นและมีการกระทำที่ผิดอย่างต่อเนื่อง

IMG_4490

ดังนั้นเมื่อฉันได้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิ MAP ก็ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเสียงให้แก่แรงงานข้ามชาติที่เข้าทำงานในไทยแล้วประสบปัญหาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการสะพานเสียงนี้สิ่งที่ดิฉันได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่มากมายเหลือเกิน เหมือนได้ลงจากหอคอยงาช้างที่นั่งแต่อ่านหนังสือ เรียนแต่ทฤษฎี พอได้มาเป็นอาสาสมัครก็รู้สึกเหมือนได้พบโลกแห่งความจริงมากขึ้น ได้เจอปัญหาจริงๆ ซึ่งประสบการณ์ในครั้งนี้มันได้หล่อหลวมในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อแรงงานข้ามชาติไปได้อย่างเลยทีเดียว ซึ่งฉันไม่ได้มองเพียงแค่ว่าต้องการให้คนไทยมีทัศนคติที่ดีต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติเท่านั้น แต่ดิฉันคิดว่ากลุ่มแรงงานข้ามชาติก็ต้องพิสูจน์ตัวเองและพยายามที่ปรับตัวเข้ากับระบบของสังคมไทยด้วยเช่นกัน ควรมีปรับทัศนคติร่วมกันทั้งสองฝ่ายเพื่อใช่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น จะได้ทำงานร่วมกันในสังคมไทยอย่างสันติมากขึ้น

สุดท้ายนี้ฉันต้องขอขอบคุณโครงการสะพานเสียงที่มอบโอกาสให้ฉันได้เป็นส่วนหนึ่งของยุวทูตในการทำหน้าที่เป็นสะพานเสียงในการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ และขอขอบคุณมูลนิธิMAP ที่เปิดโอกาสให้ฉันได้เข้าไปเรียนรู้และหาประสบการณ์ใหม่ในการทำงานร่วมกับแรงงานข้ามชาติ และขอขอบคุณแรงงานข้ามชาติทุกคนที่ได้มาเป็นครูที่สอนให้พวกเราได้เรียนรู้และเข้าใจแรงงานข้ามชาติมากยิ่งขึ้น สุดท้ายขอชอบคุณเพื่อนโครงการยุวทูตโครงการสะพานเสียงทุกคนที่มอบมิตรภาพที่ดีให้แก่กัน ค่อยให้คำแนะนำ คำปรึกษาและให้กำลังใจซึ่งกันและกันตลอดมาจนระยะเวลา 4 เดือนที่ร่วมทำกิจกรรมที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำมากที่สุด

IMG_4638


Read Jutarat’s previous blogs: Ep. 1  | Ep. 2


Volunteering as a Saphan Siang Youth Ambassador for 4 months may seem like a short period of time but I have learned so much during these past 4 months and the experience has allowed me to change myself tremendously. From the moment I decided to join the Saphan Siang Youth Ambassador Programme, I asked myself many questions, such as would this affect my classes?; was I capable enough to work with an NGO?; would I really get to learn about migrant workers? These were my concerns. However, as soon as I made the decision to join the Youth Ambassador Programme and started volunteering at MAP Foundation, my life changed; I became more disciplined and allocated equal time for work and school. I became more mature and was more responsible.

At MAP Foundation, I was assigned to help ASU, which was the Central Management Division. I spent most of my time in the office doing paperwork, translating documents, and summarizing and evaluating project activities. This allowed me to learn about the operational and management system of the Foundation. Moreover, MAP Foundation gave me many opportunities because MAP was always open for ideas and opinions from its staffs and volunteers and tried to involve everyone as much as possible. Even though there was much diversity within MAP Foundation in terms of culture and language, including many obstacles in the work that we did, but with such an efficient system MAP had in place, it was not at all difficult to solve any problems we came across. Also, the work atmosphere was warmly and homey.

messageImage_1433333717958

Furthermore, I would like to thnk MAP Foundation for giving me the opportunity to participate in project activities as well as other activities. Mostly, it was the LRA that was responsible for issues related to migrant rights. The LRA went into the field often to conduct activities e.g. providing training about migrant rights, organizing migrant camps and International Labour Day, and going into the field to distribute agricultural tools. These activities allowed me to work more closely with migrants. My perceptions, understandings and attitudes slowly changed because I became familiar with the migrant workers. I understood their thoughts and beliefs as well as the context that led to a negative attitude of Thai society towards migrants. For example, there has been a misconception that migrant workers are taking jobs from Thai workers.

There are many Thais who do not understand that migrants are not here to take jobs since there are laws and regulations in Thailand that limit the rights of migrants. For example, migrants are limited by law on the type of work they can do, which can only be unskilled work because it’s the type of work that educated Thai people do not prefer. Most migrants who come to work in Thailand are looked down upon, insulted, and under oppression. As a result, migrants’ physical and mental health is often affected. Many of them who are not treated fairly by the society or their employers do not dare to speak up and claim their rights due to fear of being fired or deported. And because of this fear, there have been many instances where employers are allowed to get away with their unscrupulous acts and continue to mistreat migrants.

IMG_6316So when I joined MAP Foundation as a volunteer, I became the voice of troubled migrants working in Thailand. As a Saphan Siang Youth Ambassador, I experienced and learned many new things; it was as if I had stepped down from the ivory tower. I used to read textbooks and learn about theories, but when I became a volunteer, I saw the world as it truly was and became aware of the real problems. This experience has made me change my own attitude towards migrants. I think not only do Thais need to change their attitude towards migrants, the migrants also need to prove themselves and try to adjust to Thai society as well. Both sides need to adjust their attitudes so that they could peacefully co-exist in the Thai society.

Lastly, I would like to thank the Saphan Siang Youth Ambassador Programme for giving me the opportunity to be a part of the Programme; to be the voice of migrant workers and to help them. I would also like to thank MAP Foundation for giving me the opportunity to learn and gain new experience from working with migrants. And I would like to thank you all the migrants for teaching me to understand them better. Moreover, I want to thank all my Saphan Siang Youth Ambassador friends for the friendship, suggestions, advice, and encouragement you have given me during the past 4 months. This is one memorable moment I will cherish.

A-13551

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Google Translation

%d bloggers like this: